บุรีรัมย์ ไฟไหม้บ้านยาย 85 วอดทั้งหลัง สุดอัศจรรย์พระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.10 ไม่ไหม้ (คลิป)

บุรีรัมย์ ไฟไหม้บ้านยาย 85 วอดทั้งหลัง สุดอัศจรรย์พระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.10 ไม่ไหม้ (คลิป)

เมื่อเวลา 19.00 น. ร.ต.ท. กิตติพัฒน์ ลาเกิด รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้บ้านชาวบ้าน ต. บ้านบัว จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมประสานรถดับเพลิง จากเทศบาลตำบลบ้านบัว ,เทศบาลอิสาณ , หน่วยกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์ และกู้ชีพ อบต. ใกล้เคียงเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้อย่างเร่งด่วน

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบชาวบ้านมุงดูจำนวนมาก บ้านที่ถูกเพลิงไหม้เป็นบ้านสองชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ ของ นาง แสง ไชยโย อายุ 85 ปี เจ้าของบ้าน เลขที่ 61 ม.9 ต.บ้านบัว อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พบเปลวเพลิงได้โหมลุกไหม้ อย่างรวดเร็วจนวอด ด้านชั้นสองของตัวบ้าน เหลือแต่ตอ ชั้นล่างเหลืองเพียงผนังที่เป็นปูนภายในตัวบ้านถูกเพลิงไหม้ เสียหายทั้งหลัง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงช่วยกันระดมฉีดน้ำดับเพลิงใช้เวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมง จึงดับเพลิงได้สำเร็จ

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงควบคุมเพลิงสงบแล้ว ได้เข้าไปสำรวจในตัวบ้าน พบ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ตกอยู่บริเวณชั้นล่าง ที่นอน แทบไม่ได้รับความเสียหายเลย ในขณะทรัพย์สิน เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมดหมด
สอบถาม นาง ภิญญดา พิพัฒนธนากูล อายุ 43 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่าตอนเกิดเหตุได้ อยู่บริเวณใกล้ๆ เห็นควันไฟขึ้นก่อน แต่ไม่ได้ยินเสียงระเบิดอะไร จากนั้นก็มีเปลวเพลิงลุกไหม้บ้านอย่างรวดเร็ว จึงรีบโทรแจ้งทางเจ้าหน้าที่ดังกล่าว

สอบถาม นาง เอมอร บุญสุข อายุ 60 ปี ลูกสาว ของยายแสง เล่าว่า ขณะเกิดเหตุ ตนและน้องสาวได้พาแม่ ไปทำธุระในตัวเมืองบุรีรัมย์ จากนั้นได้มีทางญาติโทรแจ้ง ว่า บ้านของแม่ถูกไฟไหม้ ตนจึงรีบพาแม่กลับมาดู เมื่อมาถึงเห็นสภาพบ้านถูกเพลิงไหม้จนวอดทั้งหลัง ยายแสงก็รู้สึกคล้ายจะเป็นลมจึงพาแม่มานั่งพักบ้านญาติที่อยู่ติดๆกัน ก่อนที่ตนจะถามหาทุกคนว่ามีใครเป็นอะไรไหม เป็นห่วง กลัวจะมีคนได้รับอันตราย เบื้องต้นที่บ้านก็มีทรัพย์สินเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แต่ไม่มีเงินทอง ส่วนน้องสาวก็รู้สึกสงสารแม่ ที่แม่ไม่มีที่อยู่ ส่วนยายแสงเจ้าของบ้าน กล่าวสั้นๆว่าเสียใจจนแทบจะเป็นลม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าสาเหตุอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร หลังจากนี้จะประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป