วันอังคาร ที่ 2 เดือนมิถุนายน คศ.2020
TIGERNEWS CHANNAL BREAKING-NEWS:

นราปลดล็อกให้มุสลิมละหมาดที่มัสยิดเป็นวันแรกหลังโควิด19ระบาด

นราธิวาส/ภาพ/ข่าว-นูอารีซ๊ะ ยะยือริ

นราปลดล็อกให้มุสลิมละหมาดที่มัสยิดเป็นวันแรกหลังโควิด19ระบาด

รายงานข่าวความเคลื่อนไหวถึงความพร้อมการเปิดให้ชาวไทยมุสลิมประกอบพิธีละหมาดที่มัสยิด โดยให้ยึดตามแนวทางของสำนักจุฬาราชมนตรีและกรมควบคุมโรค เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 เป็นวันแรกจากพื้นที่ จ.นราธิวาส หลังจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ใช้ดุลยพินิจพิจารณาร่วมกับจังหวัดนราธิวาส โดยสรุปได้มีการผ่อนปรนให้มัสยิด 398 แห่ง จากจำนวนทั้งสิ้น 676 แห่ง อนุญาตให้ชาวไทยมุสลิม สามารถเดินทางเข้าไปประกอบศานกิจละหมาดได้ทุกวันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่มัสยิดได้นั้น

จากการตระเวนเดินทางไปตรวจสอบที่มัสยิดอัลยุมอียะห์อัลฮาซานียะห์ หรือ มัสยิดเขียว ซึ่งตั้งอยู่ ถ.เจริญเขต เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็น 1 ใน 398 มัสยิด ที่อนุญาตให้ชาวไทยมุสลิมสามารถประกอบพิธีละหมาดได้เป็นครั้งแรกในวันนี้ พบว่า ที่บริเวณประตูทางเข้าของมัสยิดมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อ.สุไหงโก-ลก และ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. คอยจัดระเบียบให้ประชาชนที่เข้าร่วมละหมาดในมัสยิด ทุกคนต้องตรวจวัดอุณหภูมิของร่างกาย ใช้เจลล้างมือให้สะอาดก่อนเข้าไปลงชื่อนามสกุลพร้อมหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ที่เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อได้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่อาจจะมีการตรวจพบการติดเชื้อของไวรัสโควิด 19 ในภายหลัง

ส่วนการถือปฏิบัติช่วงประกอบศาสนกิจ ให้ยึดตามที่สำนักจุฬาราชมนตรีกำหนด คือให้ทุกคนอาบน้ำละหมาดมาจากที่บ้าน และให้นำผ้าปูละหมาดส่วนตัวมาจากบ้าน พร้อมทั้งสวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติศาสนกิจ โดยให้ทุกคนยืนตามจุดที่มัสยิดได้จัดทำเครื่องหมายกำหนดไว้ และการปลดล็อกให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมประกอบศาสนกิจที่มัสยิดเป็นวันแรกในครั้งนี้ พบว่ามีประชาชนชาวไทยมุสลิมเดินทางมาประกอบศาสนกิจที่มัสยิดแห่งนี้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงก่อนที่เชื้อไวรัสโควิด 19 จะแพร่ระบาด ส่วนพี่น้องชาวไทยมุสลิมอีกร้อยละ 60 คาดว่าน่าจะดูท่าทีว่าหลังจากการปลดล็อกให้ประกอบพิธีละหมาดที่มัสยิดแล้ว จะมีการติดเชื้อแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 หรือไม่อย่างไร ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางมาประกอบพิธีละหมาดดั่งเดิม และประการสำคัญงดการสลามด้วยการสัมผัสมือ การสวมกอดและการแสดงออกที่สัมผัสที่แก้มต่อกัน โดยให้ยกมือพร้อมกล่าวคำว่าสลามต่อกันเท่านั้น และยังไม่อนุญาตให้เด็กและสตรี เข้าร่วมการละหมาดที่มัสยิดโดยเด็ดขาดในระยะนี้ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง