“ลดาวัลลิ์” ห่วงชาวระยองและชาว กทม.เสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จี้ รบ. ทบทวนมาตรการที่ใช้อยู่ ชี้ “โควิดต้องหนึ่งมาตรฐานอย่างเสมอภาคไร้อภิสิทธิ์ชน”

“ลดาวัลลิ์” ห่วงชาวระยองและชาว กทม.เสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จี้ รบ. ทบทวนมาตรการที่ใช้อยู่ ชี้ “โควิดต้องหนึ่งมาตรฐานอย่างเสมอภาคไร้อภิสิทธิ์ชน”

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ผู้ร่วมจัดตั้งพรรคเสมอภาค กล่าวว่า จากกรณีตรวจพบ ผู้ติดเชื้อโควิดซึ่งเป็น ลูกเรือเครื่องบินทหารจากอียิปต์ ที่จังหวัดระยอง และเด็ก 9 ขวบจากทวีปแอฟริกาที่มากับคณะทูต ที่กรุงเทพฯ
ทำให้ตอนนี้ในเขตพื้นที่จังหวัดระยองและกรุงเทพฯ ต้องกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ตื่นตัวและวิตกกังวลกันมาก นี่คงเป็นสัญญาณเตือน ที่จะตอกย้ำถึงความเสี่ยงที่กำลังมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่รัฐบาลเลือกบังคับใช้มาตรการป้องกันในแต่ละกลุ่มคนที่ไม่เหมือนกัน จนหลายคนกังวลว่า จะทำให้เกิดการระบาดรอบ 2 ตามมา

นางลดาวัลลิ์ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลของ ดร. นิติธร สีเขียว ทีมเสมอภาคในพื้นที่จังหวัดระยอง ที่กำลังออกไปช่วยพี่น้องประชาชนพ่นฆ่าเชื้อในพื้นที่ ได้แจ้งเข้ามาว่า ตอนนี้สถานการณ์ล่าสุด มีการสั่งปิดห้องพักของโรงแรม สั่งกักตัวพนักงานโรงแรมที่สัมผัสใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง มีการประกาศปิดโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงรวม 11 แห่ง แบบไม่มีกำหนด รวมถึงโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนในพื้นที่รอบนอกอีกหลายแห่งก็ทยอยประกาศปิดโรงเรียนตามไปด้วย ที่น่าสงสารก็คือเด็กๆ ที่เพิ่งไปโรงเรียนได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็ต้องมาหยุดเรียนกันอีก พ่อแม่ผู้ปกครองคงปรับตัวกันแทบไม่ทัน ที่สำคัญก็คือพี่น้องประชาชนที่ช่วงเวลานั้นบังเอิญเข้าไปอยู่หรือสัมผัสใกล้ชิดในพื้นที่เสี่ยงทั้งในพื้นที่จังหวัดระยองและกรุงเทพฯ อีกไม่รู้เท่าไหร่ ที่จะต้องมากักตัวเองไปอีก 14 วัน จะออกไปทำมาหากินไม่ได้ ต้องอยู่กับความหวาดระแวงวิตกกังวลว่าตัวเองจะติดเชื้อหรือไม่ และสุดท้ายภาระหนักก็คงไม่พ้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยเฉพาะ อสม. อสส. ที่จะต้องลงพื้นที่สอบสวนโรค ตรวจสอบข้อเท็จจริง สอบสวนบุคคลที่มีความเสี่ยงในการสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ

นางลดาวัลลิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเองก็ใช้มาตรการเคร่งครัดเอาเป็นเอาตายกับประชาชนคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใช้มาตรการกักตัวกันแบบถ้วนหน้า แต่พี่น้องคนไทยก็พร้อมใจกันสู้ พร้อมใจกันป้องกัน แต่ละคนต้องยอมลำบาก ยอมสูญเสียอะไรกันมากมาย หลายต่อหลายคนต้องตกงาน ต้องปิดร้าน ปิดธุรกิจ ปิดโรงงาน เศรษฐกิจย่ำแย่ ไม่เว้นแม้แต่เด็กๆ ที่ไม่ได้ไปเรียน เรียกได้ว่า เราสู้กันทั้งน้ำตา เพื่อร่วมกันหยุดเชื้อ จนสามารถทำให้ไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศได้เป็นเวลานาน แต่สุดท้าย สิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องแลกมาทั้งหมด ก็ไร้ค่า เหมือนต้องมาเริ่มกันใหม่ เมื่อรัฐบาลเลือกใช้วิธีการแบบ”สองมาตรฐาน”ยอมให้มี “อภิสิทธิ์ชน” ทั้งหลายเข้ามาโดยไม่กักตัวเหมือนที่ทำกับประชาชนคนธรรมดาทั่วไป

“จึงขอฝากไปยังรัฐบาล ให้ปรับและทบทวนมาตรการที่ใช้อยู่ในขณะนี้เสียใหม่ ให้เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียม โดยนำเหตุการณ์นี้มาถอดบทเรียนกันอย่างจริงจัง จาก “สนามมวย” สู่ “อภิสิทธิ์ชน” ประชาชนต้องเจออะไรบ้าง”นางลดาวัลลิ์ กล่าวทิ้งท้าย.