วันจันทร์ ที่ 26 เดือนตุลาคม คศ.2020
TIGERNEWS CHANNAL BREAKING-NEWS:

เส้นใหญ่จริง ตำรวจไม่กล้าแตะ ผู้รับเหมางานเทศบาลเมืองคลองหลวง เมินคำสั่งกรมชลประทานสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่ราชพัสดุ

เส้นใหญ่จริง ตำรวจไม่กล้าแตะ ผู้รับเหมางานเทศบาลเมืองคลองหลวง เมินคำสั่งกรมชลประทานสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่ราชพัสดุ

จากรณีที่มีการนำเสนอข่าว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ของรายการข่าวชัดประเด็นจริง ช่อง13 สยามไทย ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนว่ามีการสร้างสิ่งปลูกสร้างเป็นซุ้ม รุกล้ำลำคลองสาธารณะและสร้างคร่อมสายไฟฟ้าแรงสูงสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับประชาชน เมื่อทีมงานข่าวชัดประเด็นจริงช่อง13 สยามไทยโดยมีนายสุวรรณ บัวโรยบรรณาธิการข่าวชัดประเด็นจริง,อุปนายกสมาคมสื่อธรรมาภิบาลต้านคอร์รัปชั่น พร้อมกับคณะสื่อมวลชนจึงได้ไปตรวจสอบตามคำร้องเรียนของพี่น้องประชาชน พบมีซุ้มในลักษณะที่ประชาชนร้องเรียนมาจริง ซึ่งจากการสอบถามไปยังกรมชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในพื้นที่ทราบว่าซุ้มดังกล่าว ไม่ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ของกรมชลประทานสร้างพบว่ามีถึง 4 ซุ้ม ได้แก่จุดที่1หน้ามัสยิดแก้วนิมิตรมีการสร้างล้ำในคลองสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จุดที่ 2 คือบริเวณหน้ามัสยิดอัลอะลามีลักษณะสร้างติดกับเสาไฟแรงสูงและสร้างคร่อมกับสายไฟมีพื้นที่บางส่วนติดกับที่ของกรมชลประทาน จุดที่ 3 บริเวณหน้าหมู่บ้านศุภาลัยวิวล์ ถนนเรียบคลอง 2 มีลักษณะสร้างล้ำไปในลำคลองและสร้างคร่อมกับสายไฟแรงสูง.จุดที่ 4 อยู่ที่ถนนเลียบคลองแอนบริเวณที่เก็บของเทศบาลเมืองของหลวง มีการสร้างล้ำไปในลำคลองและสร้างคร่อมสายไฟเช่นเดียวกัน ทางผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังกรมชลประทานผู้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรง ทราบว่าซุ้มทั้ง 4 ซุ้มไม่ได้ขออนุญาติจากกรมชลประทาน แต่ได้มีการว่ากล่าวตักเตือนให้ยุติการก่อสร้างไว้ก่อนแล้ว พบว่ายังมีการก่อสร้างจนเป็นที่สำเรจ ทางสื่อมวลชนเกรงว่าหากกรมชลประทานไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่กระทำความผิด ยังปล่อยประละเลยไมติดตามจนมีการสร้างซุ้มจนเสร็จนั้นอาจจะเข้าข่ายเป็นการละเว้นก็เป็นได้ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและความเดือดร้อนกับประชาชน จึงจี้ให้ทางกรมชลประทานได้บังคับใช้กฎหมายของตน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ได้มีหนังสือสั่งการจากกรมชลประทานสั่งให้มีการหรือถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล้ำไปในลำคลอง ออกทั่ง4จุด ที่กล่าวมาข้างต้น มีคำสั่งให้รื้อถอนออกภายใน 30 วัน ตามหนังสือสั่งการปิดประกาศจากโครงการส่งน้ำบำรุงรักษารังสิตเหนือ เรื่องแจ้งให้ระงับและหรือถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ ซึ่งในเนื้อความระบุว่ามีความผิดพระราชบัญญัติกรมชลประทานหลวงพ.ศ. 2485 มาตรา 23 วรรคแรกซึ่งมีข้อกำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้าง แก้ไขหรือต่อเติมสิ่งก่อสร้างหรือ ปักสิ่งใดหรือทำการเพาะปลูกรุกล้ำทางน้ำชลประทานชายคลองเขตคันคลองหรือเขตผนังเว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายช่างชลประทาน ทั้งยังผิดพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุพ.ศ. 2562 มาตรา 45 ผู้ใดเข้าไปในที่ราชพัสดุเพื่อยึดถือหรือครอบครองทั้งหมดหรือแต่บางส่วนโดยไม่มีสิทธิ์โดยชอบด้วยกฏหมายหรือเข้าไปกระทำการใดใดอันเป็นกระบวนการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุโดยปกติสุขหรือทำด้วยประการใดใดอันเป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ที่ราชพัสดุ ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำความผิดออกจากที่ราชพัสดุ นั้นด้วยบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใดซึ่งบุคคลใดใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลกระทบได้รับผลในการกระทำความผิดดังกล่าวให้ริบเสียทั้งสิ้นโดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิด หรือมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือไม่ ดังนั้นขอให้ผู้ฝ่าฝืนหรือกระทำการรุกล้ำที่ราชพัสดุ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ทางน้ำชลธารภายใน 30 วันหากไม่ดำเนินการกรมชลประทานจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ซึ่งหลังจากที่ทางกรมชลประธานได้นำหนังสือดังกล่าวมาปิดบริเวณซุ้มทั้ง4 ซุ้ม ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมยังพบมีคนงานมาก่อสร้างต่อเติมซุ้มบริเวณถนนเรียบคลอง 2 หน้าหมู่บ้านศุภาลัย นายสุวรรณ บัวโรยจึงได้ประสานงานไปยังเจ้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง เนื่องจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของกรมชลประทานอีกทั้งยังผิดพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุซึ่งมีความผิดอาญาจึงได้แจ้งไปยังสภ.คลองหลวง และได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่กรมชลประทานในการกระทำความผิดของบุคคลดังกล่าว ทางกรมชลประทานแจ้งว่าจะมาที่เกิดเหตุและแจ้งความดำเดินคดีกับผู้กระทำความผิดอันฝ่าฝืนประกาศ แต่ก็ไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่มาแจ้งความแต่อย่างใด ส่วนเจ้าที่ตำรวจสภ.คลองหลวงได้เดินทางไปที่เกิดเหตุจริงแต่ไม่ได้จับกุมหรือควบคุมตัวผู้กระทำผิดไปสอบปากคำหรือแจ้งข้อกล่าวหาและรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อมา ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด โดยอ้างว่าได้ปรึกษาไปยังผู้บังคับบัญชาแล้วว่าไม่สามารถจับกุม ผู้ที่สร้างซุ้มดังกล่าวได้เนื่องจาก ไม่มีผู้เสียหายร้องทุกข์ กล่าวโทษเนื่องจากผู้เสียหายที่แท้จริงคือเจ้าที่กรมชลประทานในเมื่อกรมชลประธานไม่ร้องทุกข์กล่าว โทษจึงไม่สามารถที่จะแจ้งความหรือควบคุมตัวมาดำเนินคดีได้ ทั้งนี้ระหว่างเดียวกัน นายสุวรรณ บัวโรย ได้ติดต่อประสานงานไปยังกรมชลประทานเจ้าหน้าที่กรมชลประธานรับปากว่าจะส่งเจ้าที่มาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษแต่ปรากฏว่าก็ไม่มีผู้ใดมาปรากฏตัวที่สภ.คลองหลวงเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ กับผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด และเมื่อติดต่อไปอีกครั้งก็แจ้งว่าจะมาแจ้งความดำเนินคดีภายในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2563
ดังนั้นนายสุวรรณ บัวโรยจึงร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้กระทำความผิดดังกล่าวกับพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ในฐานะราษฎรผู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำความผิดซึ่งหน้า ที่มีความผิดต่ออาญาแผ่นดิน พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 มาตรา 45 แต่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนก็บ่ายเบี่ยงที่จะรับคำร้องทุกข์ดังกล่าวเพราะปฏิเสธว่าไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง จนกระทั่งนายสุวรรณ มีการพูดคุยกับผู้บังคับบัญชา ว่าเมื่อประชาชนเจอเหตุซึ่งหน้าแล้วมีสิทธิ์ที่จะร้องทุกข์ต่อโทษให้ตำรวจไปดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนกฎหมาย ทางผู้กับบัญชาของร้อยเวรจึงมอบหมายให้ร้อยเวร ทำการสอบปากคำ นายสุวรรณ บัวโรย เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้กระทำความผิดดังกล่าว แต่เมื่อร้องทุกข์ กล่าวโทษเสร็จทางร้อยเวร ไม่ให้บันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานโดยอ้างว่าต้องรายงานผู้บังคับบัญชาก่อน ซึ่งทำให้นายสุวรรณเกิดความสงสัยและเข้าใจว่าเจ้าที่ ร้อยเวรคนดังกล่าว เลือกปฏิบัติเนื่องจากระหว่างที่นายสุวรรณ บัวโรย ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบปากคำนั้นได้มีบุคคลทั่วไปมาขอบันทึกประจำวันร้อยเวรคนดังกล่าวก็อนุญาติให้บันทึกประจำวันโดยไม่ต้องขออนุญาตไปยังผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด แต่นายสุวรรณขอบันทึกประจำวันกับไม่ได้ ร้อยเวรประวิงเวลานานกว่า 2 ชั่วโมงก็ไม่ให้คำตอบที่แน่ชัดว่าจะให้หรือไม่โดยอ้างว่าต้องติดต่อรายงานผู้บังคับบัญชาก่อนทางนายสุวรรณจึงขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานถึงสาเหตุที่ร้อยเวรคนดังกล่าวไม่ให้บันทึกประจำวันของตนแต่ร้อยเวรคนดังกล่าวก็ไม่ลงบันทึกประจำวันให้เช่นกันทำให้บรรยากาศใน สภ.คลองหลวงกระอักกระอ่วน

ซึ่งเรื่องดังกล่าวจึงเป็นประเด็นให้นายสุวรรณ บัวโรย ต้องเข้ามาพบกับผู้กำกับ สภ.คลองหลวงในวันที่ 4 ตุลาคม 2563 โดยมี
พล.ต.ต. ชยุต มารยาทตร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี เข้ามาติดตามเรื่องประเด็นดังกล่าวและกรณีที่รถนายสุวรรณ บัวโรย ถูกร่องรอยคล้ายกระสุนยิงที่รถเมื่อสามเดือนที่ผ่านมาแต่ยังไม่มีความคืบหน้าในคดี ซึ่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีก็ได้ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการเกิดการเข้าใจผิดของเจ้าที่ตำรวจที่จำเป็นจะต้องรายงานผู้กับบัญชาก่อนในการให้บันทึกประจำวันเพื่อความรอบคอบแต่ระเบียบแล้วการที่จะให้บันทึกประจำวันไม่จำเป็นต้องรายงานผู้บังคับบัญชาก็ได้เนื่องจากประชาชนที่เข้ามาแจ้งความเขามีสิทธิ์ที่จะได้บันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน แต่ทั้งนี้ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีก็ได้ให้ทางร้อยเวรคนดังกล่าวขอโทษ นายสุวรรณ บัวโรยที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ส่งมอบบันทึกประจำวันให้กับนายสุวรรณ บัวโรย และได้กำชับให้เจ้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวน เร่งรัดติดตามคดีที่รถของนายสุวรรณ บัวโรยมีรอยคล้ายกระสุนปืน ขณะจอดทำข่าวบริเวณหน้าเทศบาลเมืองของหลวงด้วยเพราะหากว่าเป็นกระสุนปืนจริงก็ถือว่าเป็นการคุกคามสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว การที่นายสุวรรณ เสนอข่าว ในเขตพื้นที่นี้ ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์พี่น้องประชาชน ทั้งนี้ทางผู้บังคับการก็ได้กำชับให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำงานอย่างรอบคอบและเรียกประชุมพนักงานสอบสวนในสภ.คลองหลวงทุกคนเกี่ยวกับเรื่องแนวการในการปฏิบัติงานต่างๆ