Uncategorized

อดีตนายกสมาคมสื่อมวลชนเพชรบุรี แจ้งคำกล่าวหา ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกับพวก ออกใบอนุญาตโรงงานหลอมเหล็กหนองชุมพลโดยไม่สุจริต หลังศาลปกครองเพชรบุรี มีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาต ให้คณะกรรมการป.ป.ช.ดำเนินการตามกฏหมาย

อดีตนายกสมาคมสื่อมวลชนเพชรบุรี แจ้งคำกล่าวหา ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกับพวก ออกใบอนุญาตโรงงานหลอมเหล็กหนองชุมพลโดยไม่สุจริต หลังศาลปกครองเพชรบุรี มีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาต ให้คณะกรรมการป.ป.ช.ดำเนินการตามกฏหมาย
สืบเนื่องจากการที่กลุ่มอนุรักษ์ฯนำโดย น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ประธานชมรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพชรบุรี พร้อมด้วยประธานเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านจังหวัดเพชรบุรี (ทสม.) และประธานกลุ่มคนรักษ์พื้นที่ป่าเขากระทิง ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพชรบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ ส.5/2558 คดีหมายเลขแดงที่ ส.2/2561เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย กรณีออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ( แบบ ร.ง.4) ที่ (สรข.4) 02-13/2557ทะเบียนโรงงานเลขที่ 3-59-5/57ลงวันที่ 23พฤษภาคม 2557 กระทั่งศาลปกครองเพชรบุรี ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตโรงงานหลอมเหล็กของบริษัท ไทยเฮง สตีล จำกัด เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561
ต่อมาวันที่16 ต.ค.61 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเพชรบุรี นายสุรพล นาคนคร อดีตนายกสมาคมสื่อมวลชนเพชรบุรี ได้เดินทางไปยื่นหนังสือแจ้งคำกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานไต่สวน โดยหนังสือแจ้งคำกล่าวหาระบุมีความประสงค์ให้ คณะกรรมการป.ป.ช.ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กับปลัดกรระทรวงอุตสาหกรรมกับพวกซึ่งประกอบไปด้วย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 โดยมีพฤติการแห่งการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ด้วยการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ( แบบ ร.ง.4) ที่ (สรข.4) 02-13/2557 ทะเบียนโรงงานเลขที่ 3-59-5/57ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ให้กับบริษัท ไทยเฮง สตีล จำกัด โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และเร่งรีบออกใบอนุญาต เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบมติคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดเพชรบุรี ว่าอนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นเพื่ออุตสาหกรรมสร้างโรงงานหลอมเหล็กในเขตจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมบริเวณดังกล่าวหรือไม่
ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลแล้วยังพบอีกว่า คณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ได้มีการประชุม ครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2557 มีมติเห็นควรยกเลิกการอนุญาตให้เปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินให้แก่บริษัท ไทยเฮง สตีล จำกัด ตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 371/2552คดีหมายเลขแดงที่ 713/2555 ที่ระบุว่า มติดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีการจำหน่ายใบอนุญาตเดิม กระทั่งมีความเร่งรีบในการออกใบอนุญาตใบใหม่ จนเป็นเหตุให้มีการฟ้องคดีในศาลปกครองเพชรบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ ส.5/2558 คดีหมายเลขแดงที่ ส.2/2561 เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย กรณีออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ( แบบ ร.ง.4) ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าว
นายสุรพลเผยว่า การกระทำดังกล่าวมีการกระทำอย่างเร่งรีบและเป็นขบวนการในการออกใบอนุญาต จึงทำให้มองได้ว่ามีเจตนาไม่สุจริต ตนเองได้ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่โรงงานนี้เริ่มตอกเสาเข็ม ตั้งแต่ปี 2550 และมีราษฏรในพื้นที่เดินขบวนประท้วงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดมลพิษส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากเป็นชุมชนอาศัย วัด บ้านและโรงเรียน กระทั่ง ผวจ.เพชรบุรี และอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรีในสมัยนั้น มีคำสั่งห้ามทดลองเครื่องจักร และทางบริษัทฯ ได้นำเรื่องไปฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อปี 2552 และศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยว่า มติคณะกรรมการจัดรูปทีดินที่ออกให้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้มีการจำหน่ายใบอนุญาตในขณะนั้นออกเสีย
ต่อมาคณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ชุดที่มีนายมณเฑียร ทองนิตย์ อดีตผวจ.เพชรบุรีในขณะนั้น เป็นประธานฯ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการฯและมีมติให้เพิกถอนมติดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางในขณะนั้น ต่อมาพบว่ามีความพยายามของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐบางหน่วย ผลักดันให้มีการออกใบอนุญาตใบใหม่ กระทั่งเป็นเหตุให้มีการนำไปฟ้องในศาลปกครองเพชรบุรีกระทั่งมีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าว
กรณีนี้ตนจึงอยากให้เป็นบรรทัดฐานต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ในการใช้ดุลยพินิจในการออกใบอนุญาต เพราะเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตก็แสดงให้เห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่รัฐที่ไปออกใบอนุญาตนั้นกระทำผิดกฏหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่หน่วยงานนั้นๆเป็นผู้ดูแลและบังคับใช้กฎหมายนั้นๆอยู่แล้ว หลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ก็ยังไม่สำนึก ไม่มีการออกมาขอโทษหรือแสดงความรับผิดชอบในการกระทำดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้ตนเองต้องนำเรื่องนี้มาแจ้งคำกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนและพิจารณาความผิดดังกล่าวไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป ซึ่งจากคดีนี้พบว่า ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทำกันเป็นขบวนการ ตนเองจะรวบรวมหลักฐานและทยอยยื่นคำกล่าวหาให้ คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
กสิพล ศิริลาภ-เพชรบุรี