หมอวิชัย” ร้อง ปปช. ตรวจสอบการทำงานของ ก.ล.ต. หลังเรื่องเงียบหายซึ่งเคยได้ร้องเรียนอดีตผู้บริหารที่โกงเงิน IFEC และขอให้ดำเนินคดีกับผู้ถือหุ้นที่“ไซฟ่อนเงิน” แล้วพยา ยามยึดกิจการ IFEC อย่างผิดกฎหมาย

https://youtu.be/_aSaVxIsGbg

“หมอวิชัย” ร้อง ปปช. ตรวจสอบการทำงานของ ก.ล.ต. หลังเรื่องเงียบหายซึ่งเคยได้ร้องเรียนอดีตผู้บริหารที่โกงเงิน IFEC และขอให้ดำเนินคดีกับผู้ถือหุ้นที่“ไซฟ่อนเงิน” แล้วพยา ยามยึดกิจการ IFEC อย่างผิดกฎหมาย รวมทั้งการออกคำสั่งที่ส่งผลให้ IFEC ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติมานานนับปี


นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ผู้ถือหุ้นใหญ่และอดีตประธานกรรมการบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC นำหลักฐานยื่นร้องเรียนต่อพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  โดยประการแรก ก.ล.ต. ไม่แจ้งความคืบหน้าการดำเนินการต่อข้อร้องเรียนขอให้ตรวจสอบอดีตผู้บริหารIFECซึ่งบริษัทตรวจสอบพบการกระทำความผิดว่า “ไซ่ฟ่อนเงิน”จำนวนมากออกจากIFEC จนเป็นเหตุให้IFECขาดทุนและมีหนี้สินมากมาย โดยภายหลังIFECได้ยื่นฟ้องอดีตผู้บริหารคนดังกล่าวกับพวกในคดี“ครอบงำกิจการ” แบบผิดกฎหมาย ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องไว้แล้ว รวมทั้งIFECยังยื่นฟ้องอดีตผู้บริหารคนเดียวกันกับพวกในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินให้แก่IFECในอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้แล้วเช่นกัน


“การที่ก.ล.ต.รับเรื่องร้องเรียนเรื่องการทุจริตทั้ง 2เรื่องไว้แล้วนานเกือบปี แต่ไม่มีความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบและหรือแจ้งผลการดำเนินการ  ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ทำให้กระผม บริษัท ผู้ถือหุ้น ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศชาติได้รับความเสียหาย” นายวิชัยกล่าว
ประการที่ 2 นายวิชัย ร้องต่อ ปปช. ว่า ก.ล.ต. มีหนังสือ  และ คำสั่งต่างๆ มากมาย  โดยใช้อำนาจ และ บังคับใช้กฎหมาย ต่อ บริษัท  และ คณะกรรมการ อย่างมากมาย เกินจำเป็น และ หรือ เกินกว่าอำนาจหน้าที่
ประการที่ 3 วินิจฉัยข้อกฎหมายและออกคำสั่งขัดต่อกฏหมายหรือคำวินิจฉัย กฤษฎีกา จนเป็นเหตุให้IFECไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ   หลังกล่าวโทษนายวิชัยต่อตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ(ปอศ.) เป็นเหตุให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่กรรมการ และพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท  ตั้งแต่ 5 กันยายน 2560 โดย  ก.ล.ต.ส่งหนังสือแจ้ง IFECว่า การเรียกประชุมโดยผู้เรียกไม่ใช่ประธานกรรมการขัดต่อกฎหมาย  ( โดยมิได้นำเรื่องเสนอกฤษฎีกา ตีความ โดยเร็ว แต่ต่อมาเมื่อผ่านมา กว่า 8 เดือน กลต. จึงเพิ่งจะเสนอ กฤษฎีกา วินิจฉัยกรณีดังกล่าว ที่ กลต. ได้วินิจฉัยไว้ขัดกัน )โดยขณะนี้มีการเสนอข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยข้อกฎหมายมาตรา 81และมาตรา 83 แห่งพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ตามคำร้องขอของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไว้ว่า “ถึงแม้มาตรา 81 จะบัญญัติให้ประธานกรรมการเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการ แต่มิได้หมายความว่าในกรณีที่ไม่มีประธานกรรมการ หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือประธานกรรมการไม่ปฏิบัติหน้าที่ กรรมการคนอื่นๆจะไม่สามารถเรียกประชุมคณะกรรมการได้ โดยเห็นว่าหากยังคงมีกรรมการเหลืออยู่ครบองค์ประชุม กรรมการที่เหลือสามารถจัดประชุมฯได้ เพื่อให้การบริหารการบริหารจัดการงานต่างๆของบริษัทสามารถดำเนินการต่อไปได้”
ดังนั้น หากคำวินิจฉัยของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นจริงดังที่ปรากฏเป็นข่าว คำวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่า ก.ล.ต. วินิจฉัยข้อกฎหมายและออกคำสั่งในเรื่องการประชุมคณะกรรมการIFEC ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างชัดเจน เป็นเหตุให้เกิดข้อขัดข้องในการบริหารงานของIFEC ทำให้บริษัท เจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้นกว่า 30,000 ราย ได้รับความเสียหาย
นอกจากนั้น ประเด็นที่ 4. ก.ล.ต.ยังได้มีหนังสือถึงคณะกรรมการบริษัททุกท่าน แจ้งให้ลาออกจากการตำแหน่ง โดยหากไม่ลาออก จะพิจารณากล่าวโทษ ตามความผิดอาญา มาตรา 89/7   เป็นผลให้กรรมการบริษัทจำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งถึง 3 คน
“ จากเหตุผลทั้ง 4 ข้อ   ตน  ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ ของ กลต. จึงยื่นเรื่องร้องเรียน   ต่อ ปปช.เพื่อขอให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และขอให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ” นายวิชัย กล่าวทิ้งท้าย