แพทย์ทหารเตือนภัย “การจมน้ำ เป็นสาเหตุลำดับที่ 3 ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของทั่วโลก”

แพทย์ทหารเตือนภัย “การจมน้ำ เป็นสาเหตุลำดับที่ 3 ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของทั่วโลก”

การจมน้ำ เป็นสาเหตุลำดับที่ 3 ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของทั่วโลก ในทุกปีมีผู้เสียชีวิตกว่า 372,000 คน มากกว่าครึ่ง มีอายุต่ำกว่า 25 ปี และเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า การจมน้ำเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต จากการบาดเจ็บในเด็ก อายุ 1 ปี ถึงวัยผู้ใหญ่ อายุ 24 ปี และแม้ผู้บาดเจ็บจากการจมน้ำจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็อาจนำมาสู่ภาวะการบาดเจ็บเสียหายของสมองอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดความพิการ และทุพพลภาพตามมาได้

สำหรับภาวะหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตจากการจมน้ำ เกิดจากภาวะการขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงต่ออวัยวะสำคัญของร่างกาย คือ สมอง และหัวใจ การช่วยเหลือผู้ป่วยจมน้ำ จึงเน้นที่การช่วยหายใจผู้บาดเจ็บเป็นสำคัญ โดยมีขั้นตอนการช่วยเหลือผู้ป่วยจมน้ำที่สงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้น ดังนี้
1. เมื่อพบผู้บาดเจ็บจากการจมน้ำ ให้เริ่มร้องขอความช่วยเหลือ เช่น จากไลฟ์การ์ดใกล้เคียง หรือจากโทรศัพท์การแพทย์ฉุกเฉิน เบอร์ 1669 และเมื่อสามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บขึ้นจากน้ำได้แล้ว จึงเริ่มทำการช่วยเหลือต่อ
2. ตรวจดูการหายใจ หากผู้ป่วยไม่หายใจ ให้เปิดทางเดินหายใจโดยการแหงนหน้า และเชยคางขึ้น (วิธีนี้ จะทำเมื่อผู้จมน้ำไม่มีร่องรอยบาดแผลการบาดเจ็บของศีรษะและคอ) แล้วช่วยหายใจด้วยการเป่าปากช่วยหายใจ 2 ครั้ง ให้หน้าอกมีการยกตัวขึ้น (เนื่องจากภาวะหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตจากการจมน้ำ เกิดจากภาวะการขาดออกซิเจน ต่างจากภาวะหัวใจหยุดเต้นทั่วไป ซึ่งจะเริ่มช่วยเหลือโดยการกดหน้าอกก่อน) โดยไม่ทำการกระทุ้งท้อง หรือยกผู้บาดเจ็บคว่ำพาดบ่า เพื่อให้น้ำออกจากผู้บาดเจ็บ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บาดเจ็บเพิ่ม และเสียเวลาในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้ประโยชน์เพิ่มเติม
3. หลังจากช่วยหายใจ 2 ครั้ง แล้วผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัว และไม่มีการหายใจเลย ให้เริ่มกดหน้าอกผู้บาดเจ็บทันทีตามขั้นตอนการกดหน้าอกสากล
4. หากในบริเวณใกล้เคียง มีเครื่องช็อคไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติสำหรับสาธารณะ (Automated External Defibrillator หรือ AED) ให้รีบนำเครื่องมาใช้ทันที โดยมีสิ่งสำคัญคือให้ทำการเช็ดส่วนหน้าอกของผู้บาดเจ็บให้แห้งโดยเร็วก่อนการใช้เครื่อง AED
5. ทำการช่วยหายใจ การกดหน้าอก และการใช้ AED (ถ้ามี) ต่อเนื่อง จนกระทั่งความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินมาถึง

ในการนี้ พลโท อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ต่อภัยดังกล่าว ทั้งนี้ โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ หรือโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาส.

ทรงวุฒิ ทับทอง
คณะบรรณาธิการข่าว กองทัพภาคที่ 3
6 เมษายน 2565