ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นำร่องทต.สองแคว-อบต.ดอนแก้วขับเคลื่อนโครงการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุ

ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นำร่องทต.สองแคว-อบต.ดอนแก้วขับเคลื่อนโครงการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุ

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมคณะ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เก็บข้อมูลแก้ไขปัญหาเชิงระบบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย โดยนำร่องเทศบาลตำบลสองแควและองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ รับฟังความคิดเห็นปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานการณ์และการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนท้องถิ่น พร้อมศึกษาดูงานระบบการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ณ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งผลักดันโครงการ ‘เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย’ ครอบคลุมทุกมิติ

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องจากพบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุพุ่งสูงขึ้น จากสถิติในปี 2560 พบว่ามีจำนวนสูงถึง 11.3 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นถึง 13.2 ล้านคนในปี 2565 ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในทุกมิติ ซึ่งประเทศไทยมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุภายใต้แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี 2545 และได้ประกาศพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ออกมาบังคับใช้ เพื่อให้การคุ้มครอง ส่งเสริม สนับสนุนผู้สูงอายุตามสิทธิที่พึงได้รับ แต่การดำเนินงานด้านผู้สูงอายุยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้คณะรัฐมนตรีได้ประกาศให้สังคมสูงวัยเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ

ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก จึงได้หยิบยกปัญหานี้มาศึกษาหาแนวทางแก้ไขเชิงระบบภายใต้โครงการ ‘การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย’ มุ่งเป้าให้เกิดการบูรณาการร่วมกันจากหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างเร่งด่วน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครั้งนี้ ได้ลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 3-4 เมษายน 2565 เพื่อศึกษาและรับฟังสภาพปัญหาในการดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งในวันที่ 3 เมษายน 2565 ได้ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขอรับทราบปัญหาอุปสรรค ณ ศูนย์เรียนรู้เทศบาลตำบลสองแคว อำเภอดอยหล่อซึ่งยังพบปัญหาเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐที่เกี่ยวข้อง กับท้องถิ่น และประชาชน ทำให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ของผู้สูงอายุไม่ครบถ้วน เช่น เรื่องสวัสดิการทั่ว ๆ ไป ทั้งเรื่องเบี้ยยังชีพ การรักษาพยาบาล กองทุนกู้ยืม การขอรับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นต้น
สำหรับในวันที่ 4 เมษายน 2565 เป็นเวทีการเรียนรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น ของ อบต.ดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับนายนพดล ณ เชียงใหม่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว ดร.ศุทธา แพรสี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนตำบลดอนแก้ว ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน และนายประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน ศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสาธารณสุข ผู้บริหารระดับสูงของกรมกิจการผู้สูงอายุ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ นักวิจัยและวิชาการจำนวนมาก ในประเด็นเกี่ยวกับ การดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ การส่งเสริมการเข้าถึงกองทุนและการออม รวมถึงการจัดตั้งธนาคารเวลา เพื่อนำข้อคิดเห็นไปประมวลสรุปประกอบการดำเนินงานของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้อง และท้องถิ่นได้นำสู่นโยบายสู่การปฏิบัติและพัฒนางานด้านการสนับสนุนการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนและเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐที่มีบทบาทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในวันดังกล่าวได้ลงพื้นที่ณ โรงเรียนฮอมสุข(โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลดอนแก้ว) เพื่อศึกษานวัตกรรมการเสริมสร้างคุณภาพขีวิตของผู้สูงอายุด้านการศึกษาภายใต้ 4 วิสัยทัศน์ คือ กาย จิต สังคม และสติปัญญา 3 หมวดวิชาการศึกษา คือ วิชาธรรมบำบัด วิชาสุขภาวะบำบัด และวิชาสวัสดิการบำบัดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นกองทุนออม กองทุนสวัสดิการ เบี้ยยังชีพ หรือการร้องขอความช่วยเหลือในกรณีภัยพิบัติต่าง ๆ พร้อมกับชมนิทรรรศการการเสริมสร้างการมีส่วนร่วม อาทิ การทำขนมพื้นบ้าน การรำวงย้อนยุคเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้มีการขยับร่างกายป้องกันโรคต่าง ๆ รวมถึงหลอดเลือดสมองเสื่อม การเกษตร เช่น การปลูกผักปลอดสารพิษ การทำปุ๋ยไส้เดือน น้ำหมักชีวภาพที่ใช้ในครัวเรือนแลัวยังจำหน่ายเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน จากนั้นลงพื้นที่ ณ โรงพยาบาลชุมชนตำบลดอนแก้วเพื่อเรียนรู้ระบบการดูแลผู้สูงอายุ เช่น การให้บริการความสะดวก สบายในการเข้ารับบริการ การจัดบริการที่บ้านด้วยทีมโฮมแฮลแคร์ร่วมกับสถานพยาบาลภายนอกและภายในลงเยี่ยมผู้สูงอายุทุกวันศุกร์เพื่อประเมินคนไข้ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาน รวมทั้งการทำกายภาพในกรณีผู้ป่วยติดเตียงและกรณีอื่น ๆ การดูแลผู้สูงอายุในกรณีฉุกเฉิน การบริการฟื้นฟูผู้สูงอายุด้วยศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุและผู้พิการ เป็นต้น

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในอนาคตมีแผนจะลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ อีก 8 จังหวัด (จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครพนม จังหวัดเลย จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดราชบุรีจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดยะลา) ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวอย่างที่มีความพร้อมและมีศักยภาพด้านการดูแลผู้สูงอายุสูง ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคที่แท้จริงในการดำเนินงานของหน่วยปฏิบัติการในแต่ละพื้นที่ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน รวมถึงทราบถึงจุดอ่อนของระบบกลไกการขับเคลื่อนแผนผู้สูงอายุในปัจจุบัน เพื่อนำมาประกอบการสังเคราะห์ถอดบทเรียนหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคในการดำเนินงาน จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการแก้ไขในทางปฏิบัติที่สามารถใช้ได้จริงและตอบสนองต่อแผนผู้สูงอายุระดับชาติให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทราบและนำไปดำเนินการต่อไป

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของหน่วยงานภาคียุทธศาสตร์ที่เป็นอีกฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ “เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย” นอกจาก สสส. ยังได้รับความร่วมมือจาก กรมกิจการผู้สูงอายุ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในการสนับสนุนและร่วมให้ข้อคิดเห็นในเวทีพัฒนานโยบาย พร้อมหน่วยสนับสนุนทางวิชาการ ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน(ศวช. ) และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายภาคต่าง ๆ (ศวภ.) ร่วมกันประสานการทำงานให้ได้บทสรุปและข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยมีรูปแบบแนวทางการดำเนินงานแบบ Bottom Up ที่เริ่มศึกษาจากหน่วยปฏิบัติการในระดับพื้นที่โดยชุมชนท้องถิ่น นำไปสู่การสังเคราะห์และถอดบทเรียนจนได้ข้อเสนอเชิงปฏิบัติและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานของรัฐที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติมาสู่การพัฒนาระบบการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป.

ทรงวุฒิ ทับทอง