บิ๊กเดฟ มอบนโยบายเสริมสร้างสันติสุขงบปี62แก่พลังมวลชน

นราธิวาส/ภาพ/ข่าว-นูอารีซ๊ะ ยะยือริ

บิ๊กเดฟ มอบนโยบายเสริมสร้างสันติสุขงบปี62แก่พลังมวลชน

 

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2561 พล.ท. พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 หรือ บิ๊กเดฟ ได้เป็นประธานในการมอบนโยบายการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปีงบประมาณ 2562 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและตัวแทนจากพื้นที่ 13 อำเภอ ตำรวจ ทหาร ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น สมาชิกกลุ่มจิตอาสาญาลันบารู และประชาชน จากพื้นที่ 55 หมู่บ้าน 8 ตำบล ของ อ.ตากใบ จำนวนกว่า 500 คน เข้าร่วมรับฟังนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก้ไขปัญหารอบด้าน รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ศาลาประชาคม อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยมีนายประยูร พุทธชาติ นายอำเภอตากใบ ได้กล่าวต้อนรับ พร้อมทั้งได้นำ วี.ที.อาร์.ข้อมูลภาพรวมพื้นที่ อ.ตากใบ ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ให้ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้เข้าร่วมรับฟังนโยบายให้รับทราบพอสังเขป

ซึ่งต่อมา พล.ท. พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบนโยบายซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปีงบประมาณ 2562 ว่า จะยึดมั่นนโยบายรัฐบาลในกรอบยุทธศาสตร์ชาติความมั่นคง 20 ปี และการใช้ยุทธศาสตร์ดึงประชาชนมามีส่วนร่วมดูแลพื้นที่ เพื่อให้ทุกคนทุกฝ่ายได้เข้าใจถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ส่วนด้านการพัฒนานั้น จะเดินหน้านโยบายสามเหลี่ยมเศรษฐกิจของรัฐบาล ควบคู่กับการใช้ศาสตร์พระราชา เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

สำหรับงานที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อพี่น้องประชาชนคือ การเดินหน้าแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ในพื้นที่ 37 อำเภอ ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ด้วยการตั้งศูนย์ปฏิบัติการอำเภอทั้ง 37 อำเภอ โดยมีนายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจและภาคประชาชน รวมถึงผู้นำศาสนาผู้นำท้องถิ่น มาร่วมกันแก้ไขปัญหาในพื้นที่ร่วมกัน ภายใต้กรอบกฎหมายและแนวทางสันติวิธี ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่มารับตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาค 4 สามารถจับกุมกลุ่มค้ายาเสพติดรายใหญ่และรายย่อยกว่า 100 ราย ควบคู่กับการนำลูกหลานที่ติดยาเสพติดกลับคืนสู่สังคม ด้วยวิธีการบำบัดและการฝึกอาชีพ โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการบำบัดที่ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนแล้วกว่า 3,000 คนส่วนผู้ค้าก็จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในปราบปรามและจับกุมดำเนินคดี ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าจากประสบการณ์ทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตลอดที่ผ่านมา หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมืออย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เชื่อว่าจะนำพาไปสู่การแก้ไขปัญหาได้