วันอาทิตย์ ที่ 15 เดือนพฤษภาคม คศ.2022
TIGERNEWS CHANNAL BREAKING-NEWS:

(คลิบ) “ปางช้างแม่สา” เดินหน้าวิชาการด้านเกษตรอินทรีย์ ลงนาม MOU ม.แม่โจ้-แพร่ ทำปุ๋ยมูลช้าง ปลูกกาแฟและทำ “กาแฟหมักมูลช้าง” แห่งแรกแห่งเดียวในไทย

“ปางช้างแม่สา” เดินหน้าวิชาการด้านเกษตรอินทรีย์ ลงนาม MOU ม.แม่โจ้-แพร่ ทำปุ๋ยมูลช้าง ปลูกกาแฟและทำ “กาแฟหมักมูลช้าง” แห่งแรกแห่งเดียวในไทย

วันที่ 27 ตุลาคม 2563 ที่บ้านโต้งหลวง ปางช้างแม่สา Maesa Elephant Camp ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ผศ.ดร.บัญญัติ มณเทียรอาสน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อม อาจารย์ ดร.ศุกรี อยู่สุข คณบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระนันท์ ชัยมณี รองคณบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ได้ลงบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ MOU การวิจัยและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กับปางช้างแม่สา โดยมีนางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด พร้อม นายสัตวแพทย์รณชิต รุ่งศรี นายสัตวแพทย์ปางช้างแม่สา และนายวรพงษ์ คำนนท์ ที่ปรึกษาปางช้างแม่สา นายเดช ตานะ ผู้จัดการฝ่ายผลิตปุ๋ยมูลช้างอินทรีย์ และกระถางมูลช้าง ทั้งหมดได้ทำข้อตกลงความร่วมมือ MOU ดำเนินการทางด้านวิชาการด้านเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ครบวงจร การหาช่องทางการตลาดในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร การส่งเสริมความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจากมูลช้าง เพื่อให้คุณภาพของปุ๋ยมูลช้างเหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด และ เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรอินทรีย์และชุมชนเมือง

วัตถุประสงค์หลักคือ ให้ผลผลิตที่ได้จากช้างกลับมาดูแลช้างซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติของไทยโดยงดเว้นการฝึกช้าง ขี่ช้าง เพื่อไม่ให้ช้างต้องทำกิจกรรมต่างๆ ที่ฝืนความเป็นธรรมชาติของช้าง ตามด้วยแถลงข่าวการปลูกกาแฟ และดำเนินการผลิตกาแฟสูตรพิเศษ “กาแฟหมักมูลช้าง” จะผลิตเป็นครั้งแรกของไทยโดยมี ดร.ธีรพัฒน์ วงศ์วรทัต ประธานสมาคมกาแฟอาเซียน, รองประธานสมาคมกาแฟเอเชีย ยืนยันการทำกาแฟหมักมูลช้างจะทำที่ปางช้างแม่สาเป็นแห่งแรกของไทย หรืออาจจะเป็นแห่งแรกของโลกก็อาจเป็นได้

พร้อมกันนั้นยังเชิญคุณนพดล จารุพันธ์จรัสศรี บริษัท ไอดินกลิ่นไร่ จำกัด ร่วมแถลงข่าวด้วย เนื่องจากเป็นผู้รับซื้อปุ๋ยมูลช้างของปางช้างแม่สา เพื่อนำไปปลูกกาแฟต่อไป เป็นการพบกันระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อตรงตามวัตถุประสงค์เพื่อจัดจำหน่ายปุ๋ยมูลช้างเป็นรายได้ช่วยเหลือในการเลี้ยงช้าง รวมทั้งสืบสานตำนาน 44 ปีของ “ปางช้างแม่สา” และช่วยอนุรักษ์ช้างไทยอย่างยั่งยืนต่อไป และฝากติดตามเรื่องช้าง ผ่านช่องทาง Youtube “TheChang Chanal” เป็นการบอกเล่าเรื่องราวช้าง ของปางช้างแม่สาทุกๆเรื่องอีกด้วย

ทางด้านนางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ปางช้างแม่สาเปิดดำเนินการมา 44 ปีผ่านมาปางช้างต้องได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลังต้องปิดให้บริการหลายเดือน ในช่วงสถานะการณ์โควิด -19 ที่ผ่านมาและได้ปรับตัวหลายอย่าง เพื่อประคับประคองให้ปางช้างเดินต่อไปได้ ทุกคนต้องอยู่ได้ทั้งพนักงานและช้างอีกกว่า 70 เชือก ต้องนำช้างไปเลี้ยงในป่าแบบธรรมชาติ ลดค่าใช้จ่าย จนตัดสินใจเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ฟรี ไม่มีการเก็บค่าเข้าอีกแล้ว เพราะเข้าใจดีว่าภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ทำให้ทุกคนต้องประหยัด ขณะเดียวกันยังช่วยดึงนักท่องเที่ยวเข้าปางช้างให้มากขึ้น เรียกว่าให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตของช้าง ที่ปางช้างแม่สา และได้ช่วยกันเลี้ยงช้าง

นางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด กล่าวอีกว่าการแถลงข่าวร่วมกันMOU ม.แม่โจ้-แพร่ ทำปุ๋ยมูลช้าง ปลูกกาแฟและทำกาแฟหมักมูลช้าง แห่งแรกแห่งเดียวในไทย ในครั้งนี้นั้น ซึ่งทางปางช้างแม่สาเรากำลังจะก้าวขึ้นสู่ปีที่ 45 และเราต้องเปิดให้บริการในมิติใหม่ New Normal ซึ่งเรามีใครจ่ายในการที่เราจะต้องหาหญ้าเข้ามาเลี้ยงช้างของเราวันนึงประมาณ 15 ตัน แล้วก็มีค่าอาหารเสริมมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของการดูแลสุขภาพเรื่องอะไรต่างๆเยอะแยะมากมายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เดือนหนึ่งเราจะต้องหาเงินให้ได้ประมาณ 5 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้เราหาไม่ได้จริงๆ ถึงว่าเราจะเก่งขนาดไหน หรือว่าเราจะขยันขนาดไหนก็ตาม ในวันหยุดหรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้คนที่อยู่ในภาคเหนือเป็นหลัก เดินทางมาเที่ยว ถ้าหากรัฐบาลประกาศวันหยุดยาว 4 วันแล้วก็จะได้ประชาชนจากภาคอื่นที่เดินทางมาเที่ยว ซึ่งเงินที่เราเก็บมา ตลอดการดำเนินงานปางช้าง ในรูปแบบของบริษัทฯ ก็ใช้ไปหมดแล้วด้วย แล้วเราก็ได้ไปหาเงินเข้ามาปะคับปะคองเพื่อที่จะหล่อเลี้ยงช้างแล้วก็ตัวของคนที่ทำงานให้กับบริษัทปางช้างแม่สา แล้วก็ตัวคนที่ทำงานให้กับบริษัทฯของเรา ซึ่งในรอบนี้เราได้เปิดให้บริการ โดยไม่มีการแสดง ไม่นั่งแหย่ง แถมยังทยอยปลดโซ่ให้ช้างอีก และเปิดบริการให้ประชาชนเข้าฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเรามีนโยบายที่จะเหมือนกับว่าคืนตรงส่วนนี้ให้กับสังคม แล้วก็ทำให้กลายเป็นที่พบกันระหว่างช้างกับคน เพื่อให้คนได้เข้ามาพบกับช้างได้ง่ายขึ้น แล้วก็มีความสัมพันธ์ที่ดีๆ ซึ่งตรงนี้เนี่ยะมีความสำคัญกับงานด้าน “อนุรักษ์ช้างไทย” อีกด้วย

ซึ่งการเปิดให้บริการให้กับนักท่องเที่ยวนี้เรามีค่าใช้จ่าย และเราไม่มีอะไรจะขายนอกจากการขายท่องเที่ยว แล้วสิ่งที่เราค้นพบและคิดที่จะดำเนินการทำก็คือตัวมูลช้าง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ และมูลช้างมันมีปริมาณมาก ช้างตัวโตกินเยอะเวลาถ่ายออกมาเยอะ ช้างเป็นสัตว์ที่กินแล้วก็ถ่าย และตอนนี้ มูลช้างยิ่งมีราคา และมีคุณค่าสามารถนำมาต่อยอดธุรกิจ สามารถนำไปสร้างนวัตกรรมใหม่ หรือว่าเอาไปผลิตเป็นปุ๋ยมูลช้างสูตรต่างๆ บำรุงต้นบำรุงดอกแล้วก็บำรุงต้นกาแฟหรือว่าพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ทำให้มูลช้าง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ และอาจจะมากกว่าเรื่องการท่องเที่ยว สามารถนำเงินที่ผลิตมูลช้างในรูปแบบของปุ๋ยเพื่อจำหน่าย จะได้เม็ดเงินเข้ามาดูแลช้างได้ ซึ่งการที่เราทำ MOU ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ หรือว่าเราร่วมลงนามทำ MOU กับสมาคมกาแฟชาไทย คือเราก็มุ่งหวังว่าเราสามารถขายปุ๋ยจากมูลช้าง ในเรื่องของคุณภาพนวัตกรรมในรูปแบบของปุ๋ยเม็ด แล้วก็กระถางต้นไม้หรือว่าแม้กระทั่งเราคิดแม้กระทั่งว่าวันนึง มูลช้างอาจจะกลายไปเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้แทนต้นไม้ เป็นต้นซึ่งการที่เรานำมาใช้แบบนี้มันเป็นการนำเอาของเสียมาใช้เป็นของดี และการ reuse Recycle ยังเข้ากับสมัยในปัจจุบันซึ่งคนทั่วโลกเนี่ยเขาสนใจในเรื่องนี้มากว่า ขยะเราจะมาทำให้ไม่เป็นขยะได้อย่างไรซึ่งตนเองรู้สึกภูมิใจมาก

ในส่วนของเรื่องกาแฟ อาราบีก้า แล้วก็ได้รับความร่วมมือจากคนที่ปลูกกาแฟเชียงราย โดยเราได้ลงปลูกไปแล้วหลายร้อยต้น ซึ่งเราเรียกว่าเป็นแปลงสาธิตก่อน ด้วยเราได้ใช้ปุ๋ยมูลช้างไปบำรุงต้นกาแฟอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งกาแฟอย่างที่อาจารย์ธีรวัฒน์ ได้อธิบายไปนั้น โดยถือว่า “กาแฟหมักมูลช้าง” ถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่งที่จะสามารถนำเม็ดเงินมาช่วยดูแลช้าง ของเราได้อีกทางหนึ่งด้วยซึ่งคาดว่าประมาณเดือนพฤษภา ปี 2564 ถึงเวลานั้นจะเชิญทุกท่านมาชิม และให้ ทางอาจารย์หรือว่าสมาคมกาแฟ ชาไทย ได้มาเล่าเรื่องราวของความสำเร็จ ก่อนที่เราจะนำออกสู่ท้องตลาดซึ่งในตอนนี้วเราขอทำตามกระบวนการไปก่อน นางอัญชลีกล่าว.

ทรงวุฒิ ทับทอง

%d bloggers like this: