แพทย์ทหารห่วงใย “ห้วงเทศกาลสงกรานต์ 2565” ระวังอันตรายถึงชีวิต

แพทย์ทหารห่วงใย “ห้วงเทศกาลสงกรานต์ 2565” ระวังอันตรายถึงชีวิต

ห้วงเทศกาลสงกรานต์ 2565 นี้ ประเทศไทยยังคงอยู่ในสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังนั้น ด้วยความห่วงใยประชาชน อยากให้เดินทางกลับภูมิลำเนา หรือท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย อยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างอบอุ่นและมีความสุข จึงขอเตือนโรคร้ายที่จะมาในห้วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้แก่
1. โรคโควิด-19 แพร่กระจายเชื้อได้จากละอองฝอยจากระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วย ซึ่งหากร่างกายสูดดมของผู้ติดเชื้อ จะสามารถรับเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าสู่ร่างกายได้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีการพบปะผู้คน ญาติและมีกิจกรรมในกลุ่มคนมากๆ ผู้ติดเชื้อส่วนมากมักไม่มีอาการแสดง หรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในระยะเริ่มแรกการไอ จาม น้ำลาย น้ำมูกมือสัมผัสเชื้อ ในสิ่งแวดล้อม และมาจับตา จมูก ปาก ส่งผลต่อผู้คนในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และหายจากโรคได้เองโดยไม่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลอาการทั่วไปมีดังนี้มีไข้ ไอ อ่อนเพลีย สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส อาการที่พบไม่บ่อยนักมีดังนี้ เจ็บคอปวดศีรษะปวดเมื่อยเนื้อตัวท้องเสียมีผื่นบนผิวหนัง หรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสีตาแดงหรือระคายเคืองตา การสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือใช้สเปรย์แอลกอฮอล์ หรือเจลแอลกอฮอล์ถูมือ การแยกตัวและยิ่งอยู่ห่างกันจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยป้องกันและลดการแพร่ระบาดลงได้
2. โรคอาหารเป็นพิษ โรคท้องร่วง โรคอหิวาตกโรค ช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงที่อากาศร้อน เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ หรือนม รวมถึงการทานอาหาร หรือน้ำที่ไม่สะอาด ก็อาจทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ โรคท้องร่วง และอหิวาตกโรคได้ทั้งสิ้น ซึ่งโรคเหล่านี้มักมีอาการที่คล้ายกันคือ ถ่ายเหลว ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน หากมีภาวะขาดน้ำรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะช็อค หมดสติ และเสียชีวิตได้การช่วยเหลือเบื้องต้นคือ ให้สารละลายเกลือแร่โออาร์เอส หรืออาหารเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ ที่สำคัญควรยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ”
3. โรคไข้หวัด และปอดอักเสบ การเล่นน้ำสงกรานต์ทำให้ร่างกายเปียกชื้นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเล่นน้ำติดต่อกันตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ทำให้อุณหภูมิของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากร้อนจัดเพราะอากาศ มาเป็นเย็นจัดเพราะน้ำที่สาดเล่น โดย อาการเบื้องต้นเมื่อ เป็นหวัด คือ คัดจมูก น้ำมูกไหล คัดจมูกหายใจไม่ออก คัดจมูก จาม ตัวร้อน น้ำมูกไหลลงคอ หากรู้สึกมีไข้หรือไม่สบาย ควรหยุดเล่นน้ำทันที เพราะจะทำให้อาการรุนแรงยิ่งขึ้น จนอาจเป็นไข้หวัดใหญ่หรือปอดบวมได้ การป้องกันโรคดังกล่าว ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาอุณหภูมิของร่างกายให้เหมาะสม และสวมใส่เสื้อผ้าให้พอเหมาะกับสภาพอากาศ
4. โรคผิวหนัง มักเกิดขึ้นในหน้าร้อน เพราะรักษาความสะอาดของผิวหนังไม่ดีพอ และติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ หากน้ำที่นำมาเล่นไม่สะอาดก็จะเกิดโรคได้ง่ายยิ่งขึ้น ควรรักษาความสะอาดร่างกายอยู่เสมอ ใส่เสื้อผ้าที่ไม่หนาหรือคับจนเกินไป และระบายอากาศได้ดี โดยโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นได้ ได้แก่ กลาก เกลื้อน ผดร้อน ตุ่มใส ตุ่มแดง ตุ่มหนอง ผื่นวงแดง ผื่นจุดสีขาว คันตามจุดอับชื้น หรือเป็นผื่นคัน
5. โรคลมแดด หรือฮีตสโตรก (Heat Stroke) โรคที่หลายคนมองข้าม เพราะเข้าใจว่าไม่มีความร้ายแรงอะไร แต่ความจริงแล้ว ฮีทสโตรก สามารถคร่าชีวิตของคุณได้โดยไม่รู้ตัว ฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด คือการเป็นลมจากอากาศร้อน อุณหภูมิของร่างกายจะพุ่งขึ้นสูงจัด เนื่องจากร่างกายระบายปรับตัวได้ไม่ทัน เกิดได้แม้กับคนที่ร่างกายแข็งแรง มีอาการเบื้องต้นคือ ร่างกายร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อออก กระหายน้ำมาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ ช็อก หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ เทศกาลสงกรานต์ วันอันตราย อุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาที ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่ตัวเราเองที่เป็นผู้ประสบภัย แต่เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่น ดังนั้น ผู้ใช้รถควรทราบวิธีปฏิบัติกรณีเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุ เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง ดังนี้
1. โทรศัพท์แจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669 โดยพยายามจดจำและให้ข้อมูลเกี่ยวกับจุดเกิดเหตุ รวมทั้งอาการของผู้บาดเจ็บให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนการช่วยเหลือได้อย่าง ถูกต้องช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในเบื้องต้น โดย ช่วยเหลือผู้ที่มีอาการรุนแรงเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะผู้ที่หมดสติ หยุดหายใจ หัวใจ หยุดเต้น และเสียเลือดมาก ให้ตั้งสติและปฐมพยาบาลเบื้องต้นตามอาการ ดังนี้
2. กรณีหัวใจหยุดเต้น ให้นำผู้ประสบเหตุนอนราบ บนพื้นแข็ง พร้อมปั๊มหัวใจโดยใช้มือกดบริเวณกลางหน้าอกใต้ลิ้นปี่ 30 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก หรือใช้วิธีกดหน้าอกให้ยุบประมาณ 1.5-2 นิ้ว อย่างแรงและเร็วประมาณ 100 ครั้งต่อนาที โดยทำติดต่อกันจนกว่า ผู้ประสบเหตุจะหายใจได้เอง
3. กรณีกระดูกแตกหรือหัก ผู้ประสบเหตุจะมีอาการบวมบริเวณผิวหนัง เลือดคั่งหรืออวัยวะผิดรูป ห้ามดึงให้กระดูกกลับเข้าที่ และไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ประสบเหตุ เพราะอาจทำให้บาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น ให้ทำการ เข้าเฝือกชั่วคราว โดยใช้กิ่งไม้นาบทั้งสองข้างของอวัยวะส่วนที่หัก แล้วใช้ผ้าหรือเชือกมัดให้แน่นเพื่อไม่ให้กระดูกส่วนที่หักเคลื่อนไหว
4. กรณีเลือดออกมาก ให้นำผู้ประสบเหตุนอนราบกับพื้น พร้อมยกส่วนที่เลือดออกมากให้สูงขึ้นจะช่วยให้ เลือดไหลช้าลง จากนั้นทำการห้ามเลือด โดยนำ ผ้าสะอาดกดบริเวณปากแผลโดยตรงหรือใช้วิธีขันชะเนาะ ด้วยการนำผ้าหรือสายยางรัดบริเวณเหนือบาดแผล หากมีอวัยวะฉีกขาด ให้ใช้ผ้าสะอาด ปิดบาดแผลและพันรัดห้ามเลือดไว้ จากนั้นนำอวัยวะส่วนที่ขาดใส่ถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้แน่น พร้อมนำถุงไปแช่น้ำแข็ง และส่งให้แพทย์ช่วยเหลือต่อไป
ทั้งนี้ หากไม่มีความรู้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ ห้ามเคลื่อนย้ายผู้ประสบอุบัติเหตุด้วยตนเอง ควรรอให้หน่วยกู้ชีพหรือทีมแพทย์ฉุกเฉินมาช่วยเหลือ จะช่วยลดการบาดเจ็บรุนแรงจากการช่วยเหลือไม่ถูกวิธี ซึ่งอาจทำให้ผู้ประสบเหตุพิการหรือเสียชีวิตได้ทันท่วงที รวมทั้งปลอดภัยกับทุกฝ่ายด้วย

ในการนี้ พลโท อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ จึงขอให้ยึดหลัก ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับโดยไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและขณะขับขี่ยานพาหนะทุกชนิด และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด สวมหมวกนิรภัย คาดเข็มขัดนิรภัย ง่วงไม่ขับ โทรไม่ขับ เพื่อความปลอดภัยทั้งของตนเองและเพื่อนร่วมทาง เข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 โดยสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ ตรวจ ATK ก่อนกลับบ้านพบญาติผู้ใหญ่ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ เมื่อกลับถึงบ้านแล้วใช้มาตรการ Family Bubble And Seal รดน้ำขอพร รับประทานอาหาร ฉลองกันในครอบครัว หลีกเลี่ยงการออกไปสังสรรค์นอกบ้าน เพราะอาจนำเชื้อโรคกลับมาติดผู้สูงอายุในครอบครัวได้” ทั้งนี้ โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ หรือโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาส.

ทรงวุฒิ ทับทอง
คณะบรรณาธิการข่าว กองทัพภาคที่ 3
13 เมษายน 2565