พระครูปราชญ์นักเขียนชื่อดัง เผยชาวเมืองเชียงใหม่ ต้องเตรียมพิธีกรรม พร้อมเครื่องสังเวยให้ครบถ้วน ในงานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

พระครูปราชญ์นักเขียนชื่อดัง เผยชาวเมืองเชียงใหม่ ต้องเตรียมพิธีกรรม พร้อมเครื่องสังเวยให้ครบถ้วน ในงานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล ประกอบด้วยขันตั้ง 12 ขัน โดยขันประธานจะมีข้าวเปลือกด้วย พอเสร็จพิธีก็แจกจ่ายเกษตรกรทำไปเป็นข้าวมงคลในการหว่านทำนาเหมือนกับงานรัฐพิธีพืชมงคลของส่วนกลาง สำหรับโตกวางดอกไม้ จัดไว้ 32 โตกเท่ากับอวัยวะในร่างกายมนุษย์ เมื่อบูชาแล้ว จะเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง
งานประเพณีบูชาเสาอินทขีล เสาหลักเมืองเชียงใหม่ ซึ่งที่ตั้งอยู่ภายในวิหารจตุรมุข ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร พระอารามหลวง กลางเมืองเชียงใหม่ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 พฤษภาคม และวันออกอินทขีล 18 พฤษภาคม 2561 นั้น พระครูโสภณกวีวัฒน์ ผช.เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ซึ่งเป็นพระนักเขียนประวัติศาสตร์ เป็นปราชญ์ในวงการคณะสงฆ์อีกรูปหนึ่ง ได้กล่าวกับ “ไทยนิวส์” ถึงประเพณีสำคัญนี้ว่าเป็นการสืบฮีตสานฮอยของบรรพชนชาวเชียงใหม่ในแต่ในอดีตหลายร้อยปีแล้ว โดยสิ่งที่จะขาดไม่ได้ ต้องจัดหามาให้ครบถูกต้องตามคติโบราณประเพณี เพื่อก่อเกิดสวัสดิมงคลแก่บ้านเมืองก็คือ เครื่องสังเวยพลีกรรมหรือเครื่องบูชาเสาอินทขีลได้แก่ ขันตั้ง 12 ขัน (จัดใส่ในพานขันโตกจึงเรียก ขันตั้ง) เป็นขันหลวงขันประธาน 1 ขัน ขันบริวาร 11 ขัน
ทั้งนี้ ขันประธาน มีขนาดใหญ่กว่าขันบริวาร มีสรรพสิ่งประกอบ ดังนี้ หมากล้าน (หมากไหม) 3 มัดใหญ่เบี้ยล้าน (ผ้าห่อไว้) 1 ห่อผ้าขาว 3 ฮำ (พับ) ผ้าแดง 3 ฮำ ( 3 ฮำเท่ากับ 6 เมตร) เทียนเงิน 12 เล่มเทียนคำ 12 เล่ม (เทียนทั้งสองประเภทนี้ยาวราว 1 ฟุต) เหล้า 1 ขวดเทียนสุมา (ขมา) 48 เล่ม (ยาวคืบ) สวยหมากพลู 48 สวยสวยดอกไม้เทียนคู่ 48 สวยข้าวเปลือก 1 ต๋าง (1 ต๋างเท่ากับ 30 ลิตร)ข้าวสาร 1 แคง (1 แคง = 1 ลิตรกว่า ตั้งไว้บนต๋างข้าวเปลือก) เชือกบ่วงบาศ 1 ม้วนขอช้าง 2 อันกล้วยน้ำว้า 1 เครือมะพร้าว 1 ทะลาย ตามหลักโบราณประเพณีแล้ว จะต้องมีเครื่องประกอบช้าง/ม้าครบทุกอย่าง ของทั้งหมดนี้จัดไว้ในพานหรือขันโตกใบเดียวกันให้เป็นระเบียบสวยงาม ส่วนมะพร้าว 1 ทะลาย กล้วย 1 เครือ และต๋างข้าว วางไว้บนพื้นติดกับขันประธาน เพราะถือเป็นส่วนของขันประธาน
เพื่อความสะดวกในการยกขึ้นลงวิหารเสาอินทขีล จึงต้องแบ่งเบี้ยล้านเทียนเงินเทียนคำผ้าขาวผ้าแดงเทียนสุมาจากขันประธานใส่ขันโตกเล็ก สำหรับยกมาตั้งไว้หน้าวิหารเสาอินทขีลติดกับขันแก้วทั้งสามในเวลากลางวัน พอค่ำมืดยกเข้าข้างในตั้งไว้รวมกับขันประธาน โดยพระครูโสภณกวีวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การบูชาสังเวยด้วยข้าวเปลือกข้าวสารนั้น ก็เพื่อให้เป็นมงคล เมื่อเสร็จงานบูชาสังเวยแล้ว ทางบ้านเมืองก็จะแจกข้าวเปลือกให้คนละเล็กน้อย เพื่อนำไปผสมกับพันธุ์ข้าวที่จะปลูกในฤดูทำมาใหม่ที่กำลังมาถึง เป็นพิธีกรรมคล้ายกับงานรัฐพิธีวันพืชมงคล ที่ส่วนกลางได้กระทำขึ้น ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และยังอยู่ในห้วงเวลาใกล้เคียงกันทุกปีด้วย
ส่วนขันบริวารมี 11 ขัน จัดอย่างเดียวกับขันประธาน แต่มีสิ่งประกอบจำนวนน้อยและย่อมกว่า ดังนี้หมากหมื่น 1 มัดเล็กเบี้ยหมื่นผ้าขาว 1 ฮำผ้าแดง 1 ฮำ (1 ฮำ = 2 เมตร) เทียนเงิน 1 คู่เทียนคำ 1 คู่ (เทียนเล่มบาท) สวยดอกไม้เทียนคู่ 12สวยสวยหมากพลู 12 สวย ข้าวเปลือก 1 ต๋าง(ขนาดเล็ก 1/3 ของต๋างประธาน) ข้าวสาร 1 แคงเล็กวางไว้ บนต๋างข้าวเปลือกเหล้า 1 ขวด (เหล้า 12 ขวดนี้ เมื่อเสร็จงานพ่อครูจะมอบให้หัวหน้าพนักงานเทศบาลที่มาช่วยงานอินทขีลแจกลูกน้องนำติดตัวกลับไปบ้าน)
“ในส่วนขันบริวารนี้ เมื่อก่อนจะมีศัตราอาวุธต่างๆ ที่ใช้ในยามสงคราม เช่น หอกดาบ ง้าว ปืน ร่วมด้วย โดยเอาพิงไว้รอบๆเสาอินทขีล เพื่อก่อเกิดอิทธิฤทธิ์ขลังและศักดิ์สิททธิ์ เมื่อต้องใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา บรรดาเครื่องพลีกรรมเหล่านี้ต้องจัดให้ครบตั้งให้เสร็จก่อนเปิดงานตอนเย็นของวันเข้าอินทขีล ใช้ชุดเดียวตลอดงาน 7 วัน เมื่อจัดใส่ขันเรียบร้อยแล้ว เอาตั้งเรียงรายรอบโคนเสาอินทขีล โดยตั้งขันประธานไว้ด้านทิศตะวันออก แล้วตั้งขันบริวารรายล้อมเสาอินทขีลเวียนขวามาบรรจบขันประธาน มีด้ายสายสิญจน์ที่โยงจากพระพุทธรูปเหนือเสาอินทขีลไปรอบวิหารเสาอินทขีล-กุมภัณฑ์ศาลด้านใต้-กุมภัณฑ์ศาลด้านเหนือ-รอบพระวิหารหลวงด้านเหนือ-รอบองค์พระธาตุเจดีย์หลวง-(โยงจากองค์พระเจดีย์สู่พระพุทธไสยาสน์)-รอบพระวิหารหลวงด้านใต้-เข้าสู่วิหารเสาอินทขีล-โยงเข้าหาขันประธานและขันบริวารจนครบแล้ว โยงเข้าหาอาสน์สงฆ์ที่อยู่ภายในวิหารเสาอินทขีล เพื่อให้พระสงฆ์จับขณะเจริญพระพุทธมนต์ และด้ายสายสิญจน์นี้ วันทำบุญออกอินทขีลเลี้ยงเพลพระ 108 รูปในพระวิหารหลวง ต้องโยงเข้าไปใช้ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ด้วย”
นอกจากนี้ ยังจัดเตรียมสถานที่คือแคร่หรือแท่นไม้ไผ่สูงระดับอก สร้างไว้รอบวิหารเสาอินทขีลจำนวน 32 แคร่ 32 พาน/โตก เพื่อให้ประชาชนวางข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนที่นำมาสักการบูชาเสาอินทขีลตลอดงาน 7 วัน สำหรับพานโตกวางไว้บนม้ายาวด้านหน้าวิหารเสาอินทขีล วางกระจุกเป็นคู่ๆไว้ด้านหน้าวิหารเสาอินทขีลด้านทิศเหนือ หักมุมสู่ตะวันออก ต่อจากขันโกฐาก ขันแก้วทั้งสาม และขันประธานเล็กที่ตั้งเป็นอันดับแรก
พระครูโสภณกวีวัฒน์ กล่าวว่า ได้สืบค้นพบว่า สมัยก่อนจะมีการประโคมฆ้องกลอง ด้านหน้าวิหารเสาอินทขีลวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน ตอนเย็น เพื่อเป็นการบูชาเทพารักษ์และเสาอินทขีลด้วย ปัจจุบันมีการแสดงพื้นเมืองฟ้อนรำบนเวทีด้านเหนือ จ้อยซอที่ซุ้มด้านใต้สมโภช สมัยโบราณใส่ขันดอกเวลากลางวันพอค่ำมืดเมื่อประโคมฆ้องกลองย่ำค่ำก็จะหยุด เพราะไม่มีไฟฟ้าให้แสงสว่าง แม้มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในเวลาต่อมา แรกๆกระแสไฟฟ้าก็ยังไม่เพียงพออยู่นั่นเอง จึงใส่ขันดอกเฉพาะกลางวันไม่เหมือนสมัยนี้ ใส่ขันดอกกันจนเที่ยงคืนก็มี
ส่วนพ่อครูหมอพิธีผู้จัดหาเครื่องพลีกรรมและประกอบพิธี เป็นบุคคลที่ทางเทศบาลนครเชียงใหม่เชื้อเชิญมา นอกจากทำพิธีบวงสรวงพลีกรรมเสาอินทขีลแล้ว พ่อครูยังมีภาระประจำวันที่จะต้องจัดหาขนมอาหารเจอย่างน้อยวันละ 6 อย่าง จัดใส่ถ้วยเล็กๆตั้งไว้บนถาดให้ได้ 7 สำรับ (7 ถาด) พร้อมพานใส่ข้าวตอกดอกไม้ เทียน 1 คู่ จุดขณะกล่าวคำสังเวย ธูป 8 ดอก (ไม่ต้องจุด) สังเวยเสาอินทขีล รูปปั้นพระฤาษี และรูปปั้นสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในซุ้มรายล้อมวิหารเสาอินทขีลจุดละ 1 สำรับ คือรูปช้างทิศตะวันออก รูปสิงห์ทิศเหนือ รูปพระฤาษีทิศตะวันตก รูปเสือทิศใต้ กุมภัณฑ์สองศาลทิศเหนือ/ใต้ ให้ทำพิธีสังเวยไปตามลำดับ ภารกิจนี้พ่อครูต้องตื่นเช้ามืดตีสามตีสี่ เพื่อไปหาซื้อเครื่องสังเวยที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ให้ทันทำพิธีบวงสรวงในเวลา 6 โมงเช้า การทำพิธีสังเวยประจำวัน จะเริ่มวันที่สองของงานเข้าอินทขีล ไปสิ้นสุดลงวันทำบุญออกอินทขีลขึ้น 4 ค่ำเดือน 9 เหนือ ซึ่งในเช้าวันนี้ ต้องจัดอาหารคาวสังเวยเสือ กับกุมภัณฑ์ทั้งสองตนเป็นพิเศษด้วย
ซึ่งการจัดซื้อจัดหาเครื่องพลีกรรมขันตั้ง หรือเครื่องบูชาทุกรายการ พ่อครูจะเป็นผู้ดำเนินการเองในทุกขั้นตอน โดยพ่อครูที่นำประกอบพิธีมายาวนานที่สุด คือ พ่อครุภักดี อนันตกูล ปฏิบัติหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 2493 พ่อครูเป็นชาวเมืองชลบุรี แต่มาอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่วัยหนุ่ม จนถึงปี 2549 อายุ 78 ปีแล้ว ยังทำพิธีได้คล่องแคล่ว ส่วนงบประมาณเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นผู้สนับสนุน และชาวเมืองบริจาคสมทบ งบประมาณแต่ละปีไม่แน่นอน เมื่อเสร็จงานบูชาเสาอินทขีลแล้ว สิ่งของอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในงานพิธี หากคงสภาพดีไม่ชำรุดเสียหาย พ่อครูจะนำไปเก็บรักษาไว้ที่บ้าน เพื่อนำมาใช้ในปีต่อไป ส่วนที่เป็นของกินของใช้ ข้าวเปลือก ข้าวสาร จะแจกจ่ายให้ชาวบ้านไปปลูกไปกิน ถือเป็นสิริมงคลแก่ผู้ได้รับ
ส่วนพิธีสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และสวดคาถาขอฝนแบบพื้นเมืองวันละ 9 รูป จะมีในตอนเย็นเวลา 17.00 น.โดยประมาณทุกวัน สมัยก่อนนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์วันละ 28 ถึง 108 รูป หากมีกำลังพอ โดยจัดอาสน์สงฆ์รายล้อมเสาอินทขีล และระเบียงรอบวิหารเสาอินทขีล โดยการเจริญพระพุทธมนต์สมโภชเสาอินทขีล เริ่มต้นด้วยปู่จารย์นำไหว้พระอาราธนาศีลรับศีลอาราธนาพระปริตรพระสงฆ์องค์ที่สามขึ้นขันห้าโกฐาก-กล่าวชุมนุมเทวดา จากนั้นพระสงฆ์ 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ และมนต์คาถาต่างๆ จบแล้วพระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์กล่าวคำขอขมาพระรัตนตรัยขอขมาพระเถระองค์ประะธานพิธี จากนั้นปู่จารย์กล่าวนำขอขมาเครื่องไทยทานแล้วถวายเครื่องไทยทานพระสงฆ์ ที่อาราธนามาเจริญพระพุทธมนต์พระสงฆ์ให้พรเสร็จแล้ว ปู่จารย์กล่าวนำขอขมาคารวะพระรัตนตรัยขอขมาคารวะพระเถระที่มาร่วมงานพระสงฆ์เถระองค์ประธานพิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์เสาอินทขีล และผู้มาร่วมพิธีที่อยู่ภายในวิหารเสาอินทขีล เป็นเสร็จพิธี.

cr  @Bunyarit Tulapanpong