รองนายก รมต.ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่จ.ประจวบฯ

รองนายก รมต.ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่จ.ประจวบฯ
วันที่ 2 พ.ค.61 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ นำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนาธิการทหารเรือ รองปลัดกระทรวงแรงงาน อธิบดี และที่ปรึกษา ด้านแรงงาน และภาคการประมง ลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาภาคการประมง และการใช้แรงงานผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนาวาโท สมเจษฏ์ พ่วงรักษ์ หน.ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออกประจวบฯ นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ พันเอก กรกานต์ นาเวชวนิชกุล รองผอ.รมน.ประจวบฯ พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด หน.ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอแผนการดำเนินงานและบรรยาสรุป ซึ่งในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ มีแรงงานในภาคการประมงรวมทั้งสิ้น 4361 คน แบ่งเป็นแรงงานในเรือประมง 3024 คน แรงงานประมงแปรรูป 1157 คน ซึ่งได้ดำเนินการทำทะเบียนประวัติพิสูจน์อัตลักษณ์โดยระบบสแกนม่านตาแล้วจำนวน 3149 คน
โดยรองนายกรัฐมนตรีได้เดินทางโดยเครื่องบินมาลงที่ท่าอากาศยานกองบิน5จากนั้นเดินทางโดยรถยนต์ไปตรวจเยี่ยมการทำงานของเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออกประจวบฯ ( PIPO) และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการตรวจสอบภาคแรงงานประมงที่ท่าเทียบเรือ หมู่ที่ 1 ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบฯ ซึ่งในระหว่างนั้นได้มีตัวแทนกลุ่มชาวประมงเรือขนาดกลางตั้งแต่ 12 ตัน ถึง 30 ตัน ประมาณ10 กว่าคน จากอำเภอทับสะแก อ.เมือง และอำเภอบางสะพาน มายืนรอยื่นหนังสือ เพื่อขอให้พิจารณา ข้อกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับระยะทางการเดินเรือหาปลาที่เคยกำหนดไว้เดิม และอยากให้อนุญาตสามารถใช้อวนล้อมในเขตประมงพื้นบ้านเรือเล็กในช่วงเวลากลางวันได้ด้วย จากนั้นเดินทางมารับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานช่วงที่ผ่านมา ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออกประจวบฯ (PIPO) ภายในสำนักงานประมงจังหวัดประจวบฯ ก่อนที่จะเดินทางไปรับฟังปัญหาจากกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านในเขตพื้นที่อำเภอกุยบุรีตามลำดับ
พลเอก ฉัตรชัย สารกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้รัฐบาลอยากเห็นการทำประมงในประเทศไทยอย่างถูกต้อง เป็นสากล และนึกถึงความยั่งยืนของประมงในอนาคต อยากเห็นความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลกลับคืนมา ซึ่งจะเป็นแบบนั้นได้ก็จะต้องออกวิธีทางปฏิบัติ พร้อมกับสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้กับชาวประมงในช่วงปรับเปลี่ยน ซึ่งจากการสังเกตุและจากการรับรายงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่าความอุดมสมบูรณ์ในทะเลอ่าวไทยกลับคืนมา ปลาและสัตว์ทะเลที่หายไปเริ่มกลับคืนถิ่นมาให้พบเห็นมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าถ้าพี่น้องชาวประมงให้ความร่วมมือกับภาครัฐโดยคำนึงถึงความยั่งยืนในอนาคตก็จะเป็นประโยชน์กับตัวของพี่น้องประชาชนชาวประมงเอง และทำให้ประเทศไทยสามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้ว่าเราไม่ได้ทำประมงแบบล้างผลาน แต่ทำประมงแบบยั่งยืน โดยหลังจากนี้จะกลับไปทำคู่มือให้กับ 30 ศูนย์ ปีโป้นำไปใช้ให้เหมือนกัน และในเดือนพฤศภาคม จะเป็นช่วงเวลาของการปรับฐานศูนย์ปีโป้ทั้งหมด เมื่อถึงเดือนมิถุนายนก็จะประกาศว่าศูนย์ปีโป้ของเรามีความเข้มแข็ง พร้อมกับกำชับให้หลายหน่วยงานทำงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน
นอกจากนี้ได้มอบนโยบายให้อำนวยความสะดวกให้กับชาวประมง ลดการตรวจเอกสารที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน ให้เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจเรือและเชื่อมโยงการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เรือสามารถออกทำการประมงได้เร็วและมากยิ่งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล ให้สามารถทำการประมงที่ถูกกฎหมาย ส่วนการทำประมงที่ผิดกฎหมายจะดำเนินการกวดขันอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้นต่อไป//////////////////
หมายเหตุ:มีเสียง พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี แนบส่งมาด้วย

ภาพ/ข่าว เอกภพ วงษ์ประเสริฐ จ.ประจวบฯ